รีวิวตะลุยป่า Amazon, Brazil

3

 

ทริป Amazon 17-24 เม.ย. 2016

วันแรกเราออกเดินทางแต่เช้าตรู่จากริโอ เด จาเนโร ประเทศบราซิล เพื่อที่จะไปยัง Amazon หรือ Amazonas ในภาษาโปรตุเกสค่ะ ตื่นกันตั้งแต่ตี4 เพื่อเดินทางไปยังสนามบินนานาชาติ Galeão – Antônio Carlos Jobim International Airport ชื่อย๊าวยาว เรียกสั้นๆ ว่า GIG นะค่ะ วันนี้เราเดินทางด้วยสารการบิน GOL ซึ่งเป็นสายการบิน low cost ของประเทศบราซิลค่ะ สายการบินนี้ก็คล้ายๆกับแอร์ เอเชียค่ะ แต่ที่นั่งจะกว้างขวางกว่าและจะเสริฟน้ำเปล่าพร้อมกับsnack ค่ะ และมียังมีเมนูให้เลือกซื้อเพิ่มได้ด้วยค่ะ

 

1

 

เครื่องใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงจากริโอ เด จาเนโร ถึงสนามบินนานาชาติ Brasília  (หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า ริโอ เด จาเนโรเป็นเมืองหลวงของประเทศบราซิล แอ๊ดๆๆ ผิดนะค่ะ ริโอ เด จาเนโร เคยเป็นเมืองหลวงค่ะ ปี 1769 -1960 ปัจจุบันเมืองหลวงชื่อ Brasília ค่ะ สถานฑูตไทยก็อยู่ที่รัฐนี้ค่ะ ) ภายในสนามบินที่ Brasília นั้น ค่อนข้างดูทันสมัยและใหม่กว่าที่ GIG มาก มีร้านอาหารให้เลือกหลายร้าน  เรามีเวลาในการต่อเครื่อง 55 นาทีค่ะเพื่อจะไปยัง Manaus ใช้เวลาบิน 3 ชั่วโมงครึ่งค่ะ ซึ่งเป็นเมืองท่าที่สำคัญในอดีตและเราจะพักกันที่นั่น 1 คืน เพื่อรอขึ้นเครื่องไปยังใจกลางป่าอะเมซอนกันค่ะ

 

2

 

ตอนที่เครื่องบินใกล้จะถึง Manaus นั้น ให้สังเกตแม่น้ำให้ดีๆนะค่ะ จะสังเกตเห็นแม่น้ำขนาดใหญ่ 2 สายซึ่งมีสีต่างกัน คือสีดำกับสีขาวๆค่ะ แม่น้ำสองสายนี้มีชื่อว่า the Rio Negro and the Solimoes river แม่น้ำสองสายนี้รวมกันเป็นแม่น้ำ Amazon นั่นเองค่ะ  แม่น้ำสองสายนี้ไหลมารวมกันแต่ไม่รวมกันเพราะสามารถเห็นเป็นสองสี กว่าระยะทางกว่า 10 กม เลยทีเดียว คราวนี้มาดูการอธิบายทางวิทยาศาสตร์กันนะค่ะ ถนัดม๊ากมากค่ะ แม่น้ำ Rio Negro นั้นจะดูเหมือนสีดำและใส ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ไหลมาจากColombia และมีอุณหภูมิประมาณ 30 องศาและไหลช้าๆ และมีความหนาแน่นของมวลน้ำน้อยกว่า ส่วนแม่น้ำ Solimoes ที่สีออกครีมๆนั้นเป็นแม่น้ำที่ไหนมาจากภูเขาAndes และไหลไวกว่า Rio Negro  มากส่วนอุณภูมิก็เย็นกว่าด้วย และมีความหนาแน่นของมวลน้ำก็มีมากกว่าเพราะพัดพาทรายมาจากเขา the Rio Negro and the Solimoes river ถือว่าเป็น high light ของที่นี่เลยนะค่ะ มีหลายทัวร์ที่พาไปสัมผัสแม่น้ำและดูบรรยาการการบรรจบของแม่น้ำสองสายนี้ค่ะ

 

3

 

เรามาทำความรู้จักเมืองมานาวส์ (Manaus) กันหน่อยค่ะ  คำว่าManaus  นั้นได้มาจากชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยในป่าอเมซอน Manaós มีความหมายว่า แม่ของพระเจ้า  และตกเป็นเมืองอนานิคมเมื่อประมาณเกือบ 350 ปีที่แล้ว ซึ่งทำให้มานาวส์เฟื่องฟู เป็นแหล่งกำเนิด ยางพาราของโลก ซึ่งนำรายได้มหาศาลมาสู่ประเทศ นี่คือสาเหตุที่มีเมืองใหญ่ในป่าอเมซอน

 

เนื่องจากตอนนี้หลายประเทศสามารถปลูกและผลิตยางพาราได้แล้ว ทำให้วันนี้มานาวส์ต้องผันตัวเองเพื่อความอยู่รอด โดยเปลี่ยนเป็นเขตการค้าต่างประเทศ วิสาหกิจต่างชาติได้รับยกเว้นภาษี เพื่อให้ชาวบ้านมีงานมีรายได้เข้ามาชดเชยธุรกิจยางพาราที่เสียไป ตอนนี้มี 3 ธุรกิจใหญ่ๆคือ สินค้าอิเล็กโทรนิคส์ โรงงานไม้ และโรงกลั่นน้ำมัน  มานาวส์ ยังมีความสำคัญอย่างมากเนื่องจากเป็นประตูสู่การสำรองระบบนิเวศที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งเรียกว่าป่าฝนอะเมซอน

 

เมื่อเดินทางมาถึงเราก็จัดการหารถเข้าเมืองค่ะ รถแท็กซี่ที่นี่ ทั้งที่ออกจากสนามบินและเข้าสนามบิน จะคิดราคาเดียวกันนะค่ะ ไม่ต้องต่อรองนะค่ะ เขาขายขาดตัว60 rais หรือประมาณ 600 บาทไทยค่ะ ให้เราจ่ายเงินที่เคาเตอร์ด้านซ้ายมือตอนที่เดินออกมา หลังจากที่รับกระเป๋าแล้วนะค่ะ แล้วเอาใบเสร็จไปให้คนขับที่รอด้านนอกค่ะ เพราะถ้าคุณไปตกลงราคาเองกับคนขับด้านนอกอาจโดนโก่งราคาได้ค่ะ

 

เราเข้าพักกันที่โรงแรม Go Inn Manaus    ค่าพักอยู่ที่ 38 U$ หรือประมาณ1300 บาท รวมอาหารเช้าค่ะ สาเหตุที่เลือกที่นี่เพราะอยู่ใกล้กับโรงละคร ตลาดและท่าเรือ ที่สำคัญคือความปลอดภัยและสะอาด เริ่มออกสำรวจสถานที่ใกล้ๆโรงแรมกันค่ะ เริ่มจากหาของกินอร่อยๆขึ้นชื่อของที่นี่กันเลยค่ะ แนะนำร้านTambaqui de Banda เดินสัก 5 นาทีจากโรงแรมค่ะใกล้กับโรงละคร เมนูทีห้ามพลาดคือ ปลา Tambaqui ค่ะ มีให้เลือกหลายไซด์ค่ะ วันนี้เลยสั่งไซด์กลางสำหรับสองคนราคาอยู่ที่ 60 R$  ปลาTambaqui จะเสริฟ์พร้อมกับข้าวผสมFeijoada(ถั่วต้ม), farofa (มันสำปะหลังอบแห้งแบบผง) vinaigrette (น้ำส้มสายชูผสมหอมซอยและมะเขือเทศซอยค่ะ) เซทเดียวอิ่มค่ะ

 

4

 

หลังจากอิ่มแล้ว เราก็รอเข้าดูการแสดงบัลเล่ต์ที่โรงละครโอเปร่าเก่าซึ่งสร้างเมื่อ170 ปีแล้ว โรงละครโอเปร่านี้เปิดให้ชมฟรีถ้าขึ้นไปนั่งที่ชั้น 2 และ 3 ส่วนตรงกลางด้านล่างนั้นต้องเสียค่าเข้าชมค่ะ 20 R$ เราเลือกที่จะชมฟรีค่ะ ต้องไปต่อแถวตอน 18.30 น.ค่ะ คือถ้าที่นั่งเต็มก็อด

 

5

 

ระหว่างที่เรารอเข้าชมนั้นใกล้ๆกับโรงละครก็มีการตั้งเต๊นท์และถ่ายทอดสดการลงคะแนนถอดถอนนายกรัฐมนตรี บรรยายดุเดือดมาก เป็นการลงคะแนนที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ที่นี่จะให้ออกมาพูดตรงกลางสภาทีละคน แสดงความคิดเห็นแล้วก็โหวตออกไมค์เลยว่า เห็นด้วย หรือ ไม่ เราดูได้สักพักก็ได้เวลาเข้าโรงละเคร ภายในสวยงามมากเหมือนในหนังเลย เราได้ที่นั่งชั้น 2  การแสดงที่โรงละครแห่งนี้จะสลับสับเปลี่ยนโปรแกรมทุกวัน สามารถหาข้อมูลจากเคาเตอร์หน้าโรงละครได้ หลังจากจบการชมการแสดงแล้ว เราก็กลับโรงแรมเพราะ ทราบว่าไม่ควรเดินดึกๆ เพราะว่าที่นี่ก็ขึ้นชื่อพอๆ กับที่ริโอ เด จาเนโรเหมือนกันเรื่องความไม่ปลอดภัย (cr.photo :Yasuyoshi Chiba)

 

6

 

18 เมษายน

วันที่ 2 ของการเดินทาง วันนี้เราจะไปเมือง Tefe ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 500 กม. ซึ่งสามารถเดินทางได้สองแบบ คือทางเรือ ใช้เวลา 36 ชั่วโมงค่ะ และ ทางเครื่องบินใช้เวลา 1 ชม. ทั้ง 2 แบบ มีเพียงวันละรอบเท่านั้นค่ะ จาก Tefe เราต้องนั่งเรือสปี๊ดโบ้ทอีกประมาณชั่วโมงครึ่งถึงจะถึงที่พักของเรา ชื่อ  Uacari lodge

 

7

 

8

9

 

ระหว่างทางนั้นที่นั่งในเรือ เราผ่านช่วงที่แม่น้ำสองสีมาบรรจบกันด้วย เราเลยถือโอกาสขอสัมผัสกับน้ำทั้งสองสีซะหน่อย แต่ก่อนที่จะเอามือลงน้ำ คิดได้ว่า เราน่าจะถามคนขับเรือซะหน่อยนะค่ะว่า ถ้าเอามือจุ่มลงไปจะมีมือเหลือกลับมาไหมค่ะ เพราะว่าแม่น้ำนี้มีทั้งปลาปิรันย่าและจระเข้ด้วย คนขับเรือบอกว่าปลอดภัยค่ะ ชักช้าอยู่ใยค่ะ จ้วงเลยค่ะ

 

10

 

เราเดินทางมาถึง Uacari lodge ซึ่งเป็นแพที่พักที่อยู่กลางแม่น้ำอเมซอน ค่ะ ซึ่งเป็นบริเวณป่าสงวนของโครงการ Mamirauá ยังไม่ทันจะได้ขึ้นจากเรือดี ก็มีคนวิ่งมาบอกว่า มีจระเข้ขึ้นมาอาบแดดใกล้ๆห้องพักค่ะ วิ่งสิค่ะคุณ รีบวิ่งไปถ่ายรูปค่ะ คาดว่าพี่จระเข้คงจะร้อนเลยขึ้นมาพักร้อนด้วยการอ้าปากกว้างๆเพื่อระบายความร้อนค่ะ ถ่ายรูปเสร็จแล้ว เราก็เก็บสัมภาระเข้าที่พักและมารวมตัวกันที่ห้องอาหารซึ่งใช้เป็นที่แนะนำผู้เข้าร่วมทริป และพนักงานที่นี่กันค่ะ

 

11

12

13

 

(cr.photo:from google)

ที่นี่บริหารงานและดูแลบริเวณป่าสงวนโดยคนท้องถิ่นพื้นเมืองค่ะ ซึ่งช่วยกันสอดส่องดูแลป่า ไม่ให้มีคนมาลักลอบตัดไม้และการล่าปลา Piranacu หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ ปลาช่อนอเมซอน ที่เคยเป็นข่าวในไทยว่ามีคนแอบปล่อยในแม่น้ำเล็กๆแล้วกลายเป็นปัญหา เนื่องจากปลาช่อนอเมซอนไล่กินปลาเล็กหมด. ขนาดของปลาช่อนอเมซอนใหญ่มากขนาดถึง 200 กก เลยทีเดียว ซึ่งไม่เหมาะกับที่จะอาศัยอยู่ในแม่น้ำเล็กๆ ก่อให้เกิดปัญหากับระบบนิเวศที่ไทย

 

14

 

พนักงานที่ทำงานที่ lodge นี้เป็นพนักงาน Part time ที่สลับสับเปลี่ยนกันมา พนักงานแต่ละคนจะทำงาน 2 อาทิตย์และหยุดงาน 2 เดือนเพื่อไปทำสวน ทำไร่และดูแลรอบๆ บริเวณป่าสงวนและเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เป็นไกด์ประจำท้องถิ่น ซึ่งช่วยให้พนักงานมีความเข้าใจในความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่ามากขึ้นจากการเรียนรู้เวลาพาลูกทัวร์ออกทัวร์และมีรายได้เสริม แต่ปัญหาหลักของที่นี่คือหาพนักงานหรือไกด์ที่พูดภาษาอังกฤษได้น้อยมาก(ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาราชการค่ะ) นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีปัญหาตรงนี้แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคใหญ่ เพราะธรรมชาติที่สวยงามได้อธิบายตัวมันเองค่ะ

 

15

16

 

เรามาเริ่มทัวร์กันในช่วงบ่ายนี้กันเลยค่ะ ลูกทัวร์ 6 คนค่ะ เรานั่งเรือหางยาวเปิดประทุนกันค่ะเพื่อไปชมความงามของลุ่มน้ำอเมซอนกัน ไกด์บอกว่าถ้าเป็นช่วงฤดูน้ำหลากน้ำจะขึ้นไปอีกประมาณ 10 เมตรเลยทีเดียว(ระดับน้ำตอนนี้คือลึกที่ 22 เมตร กว้าง 100 เมตร) แอบกลัวค่ะ แต่ที่นี่มีกฏว่าทุกครั้งที่ออกทัวร์จะต้องใส่เสื้อชูชีพตลอดเวลา เราล่องไปตามลุ่มน้ำ เห็นนกกระยาง, นกทูแคน, นกแก้ว,ลิงและพระเอกของวันนี้คือสล๊อต ค่ะ  นางเชื่องช้าจริงๆค่ะ ไกด์บอกว่าพี่สล๊อตจะลงมาปล่อยทุกข์อาทิตย์ละครั้งค่ะ มีความสงสัยค่ะทำไมสล๊อตไม่ปล่อยทุกข์แบบตุ๊มลงมาจากบนต้นไม้หล่ะค่ะ ใครรู้ช่วยตอบทีค่ะ

 

17

18

 

หลังจากกลับมาจาก boat tour ก็ได้เวลาอาหาร ซึ่งเราได้ชิมอาหารอเมซอนของแท้ ปลาสดๆจากแม่น้ำอเมซอน และน้ำผลไม้ที่มีรสชาติแปลกๆแต่เรียกว่า super food เลยก็ได้เพราะวิตามินสูงมาก คือถ้าคนชอบน้ำผลไม้ที่รสชาติแท้ๆจะรู้สึกดี ตัวอย่างผลไม้อเมซอนค่ะ

 

CUPUASU  

19

20

                                                                                                                                     

CAMU CAM

21

   

ZAPOTE อันนี้อร่อยค่ะ ตรงกลางจะเป็นเม็ดคล้ายกระท้อนแต่มีรสหวานค่ะ

 

22

23

 

19 เมษายน – Canopy Canoe trip

เริ่มต้นเช้าวันนี้ด้วยเสียงปลุกจากธรรมชาติ เสียงนก เสียงกา เมื่อคืนเป็นคืนที่นอนแล้วรู้สึกว่าหลับลึกและสนิทมากค่ะ ทั้งๆที่ไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลม นอนฟังเสียงสัตว์ต่างๆที่อยู่ด้านนอกห้องนอน เป็นการมาทัวร์ที่ธรรมชาติสุดๆค่ะ น้ำที่อาบก็เป็นน้ำจากแม่น้ำอเมซอนเลยค่ะ เราใช้น้ำร่วมกันแล้วนะจ๊ะพี่จระเข้

 

24

 

วันนี้เราออกเดินทางไปยังหมู่บ้านของชนพื้นเมืองที่นี่หรือชนเผ่าที่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิลเมื่อประมาณ 200 ปีมาแล้วในช่วงที่ยางพารากำลังบูมที่แรกในโลก ระหว่างทางเราได้เห็นสัตว์ป่าต่างๆออกหากิน มีทั้งเหยียว, ปลาโลมา, ลิง และงู(แอบเสียใจเพราะตามหาพี่อนาคอนด้าอยู่แต่เจองูเล็กธรรมดา)

 

25

 

เมื่อเราถึงหมู่บ้านก็มีไกด์พื้นเมืองคอยพาเราเดินดูรอบๆหมู่บ้าน หมู่บ้านนี้มี 81 คนค่ะ ที่นี่ปั่นไฟใช้เองโดยใช้น้ำมันดีเซลค่ะ เราได้แวะชมโรงเรียนของหมู่บ้านนี้ซึ่งมีเพียงแค่ 2 ห้องเรียนโดยแบ่งเป็นห้องเด็กเล็กกับห้องเด็กโตค่ะ วันนั้นไม่มีไฟฟ้าใช้ค่ะ จึงไม่มีการสอน เด็กๆวิ่งเล่นกันและดูตื่นเต้นกับการมาเยี่ยมเยียนจากแขกต่างชาติอย่างเรา ดูๆไปที่นี่ก็บรรยากาศคล้ายๆกับต่างจังหวัดของไทยค่ะ

 

26

27

28

 

ช่วงบ่ายเราไปพายเรือคานูเข้าป่ากันค่ะ มีการเตรียมพร้อมยาฉีดกันยุง,เสื้อ กางเกงขายาวด้วยค่ะ เพราะว่าเพื่อนร่วมทริปที่มาก่อนเราบอกว่ายุงมารุมทึ้งเลยค่ะ เราจะไม่ยอมโดนยุงรุมกินโต๊ะแน่ค่ะ

 

29

30

 

การพายเรือคานูเข้าไปในป่าฝนอเมซอน ทำให้เราได้เห็นต้นไม้ใหญ่มากๆๆความสมบูรณ์ของพื้นป่า ระหว่างพายเรือเราก็ได้ยินเสียงคำรามดังตลอดเวลา ไกด์บอกว่าเป็นเสียงลิง Howler เสียงมันดังมากค่ะ เรามีโอกาสได้เห็นแว๊บๆเท่านั้น ขี้อายจริงๆเจ้าลิงฮาวเลอร์นี่

 

31

 

คืนนี้เรามี night safary ค่ะ โดยทางเรือหางยาวค่ะ จะออกไปส่องสัตว์กันค่ะ  mission ของคืนนี้คือตามหาพี่เสือค่ะ แต่งวดนี้เราจะหาเสือที่อยู่บนต้นไม้ค่ะเพราะว่าเป็นฤดูฝน ป่าในอเมซอนก็กลายเป็นป่าฝนที่ระดับน้ำจะสูงจนหาพื้นดินได้ยากมาก พี่เสือจึงต้องอาศัยบนต้นไม้แทนค่ะ แต่คืนนี้ไม่ใช่ดวงของเราค่ะ ไม่เจอพี่เสือ ไกด์บอกว่าหน้าน้ำอย่างนี้โอกาสที่จะเจอพี่เสือนั้นน้อยมาก เพราะพี่เสือจะอยู่ในป่าลึกๆเนื่องจากหน้าน้ำจะหาอาหารได้ง่ายทุกที แต่ถ้าเป็นหน้าแล้งจะมีโอกาสพบพี่เสือได้มากกว่า เพราะพี่เสือจะมาหาอาหารใกล้ๆแม่่น้ำ แต่เราก็ยังได้เจอพี่จระเข้แทน มันดูน่ากลัวกว่าตอนกลางวันค่ะ เพราะว่ามันมึดและเราก็อยู่ในเรือ เวลาเห็นตาพี่จระเข้กระทบกับสปอตไลท์ทีไรตื่นเต้นทุกทีค่ะ

 

32

 

 

20 เมษายน

โปรแกรมเช้านี้เราจะไปดูปลาโลมาและตกปลาปิรันย่ากันค่ะ แต่ก่อนที่จะไปดูปลาโลมากันเราก็ต้องรีบหยิบกล้องมาถ่ายพี่เจระเข้ที่มาเยี่ยมเราตอนเช้าที่ใกล้ที่พักอีกแล้วค่ะ ที่กะว่าจะลงไปว่ายน้ำเล่นซะหน่อยเลยต้องเปลี่ยนแผนเป็นอาบในห้องน้ำเหมือนเดิมค่ะ

 

33

34

 

เมื่อทักทายกับพี่จระเข้เสร็จเราก็พร้อมไปถ่ายรูปปลาโลมาและตกปลาปิรันย่ากันค่ะ

ปลาโลมาที่อเมซอนเป็นสายพันธ์สีชมพู เรามีนักวิจัยโลมามาอธิบายให้ฟังโดยเฉพาะด้วยค่ะ ทำให้เราสามารถแยกแยะโลมาได้ว่าตัวไหนเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย ปลาโลมาสีชมพูแม่น้ำนี้รูปร่างต่างจากปลาโลมาทะเลด้วยนะค่ะ ปลาโลมาที่อเมซอน(ที่นี่จะเรียกว่า Boto)จะตัวใหญ่และมีการปรับส่วนหัวเพื่อให้สามารถดำรงชีพในน้ำจืดได้ ปลาโลมาสีชมพูตัวผู้จะเห็นเป็นสีชมพูชัดเจนกว่าตัวเมียและจะมีรอยแผลเป็น ปลาโลมาที่นี่จะมีการประทับตราที่ตัวเพื่อทำการเก็บสถิติเนื่องจากอัตราการลดลงอย่างรวดเร็วจากการล่าปลาโลมาแล้วเอาเนื้อปลาโลมาไปตกปลาอื่นเพื่อการพาณิชย์และเนื่องจากปลาโลมาไม่สามารถกลับมายังบ้านเกิดได้เพราะมีการสร้างเขื่อนมากขึ้นปิดกันทางกลับบ้านของปลา

 

35

36

 

เรารอจังหวะถ่ายรูปสวยๆยากมากเนื่องจากปลาโลมาโผล่มาแค่ส่วนหัวเท่านั้น ไกด์อธิบายว่าสาเหตุที่ปลาโลมามาเล่นกับคนในหลายๆที่นั้นก็เพราะว่าเขามีลูกปลา ดังนั้นพ่อแม่ปลาโลมาจึงเข้ามาดึงความสนใจจากนักท่องเที่ยวด้วยการกระโดด แต่วันนี้เราไม่มีโชคเพราะไม่มีปลาโลมาตัวไหนมาเล่นกับเราเลย

เมื่อเราเต็มอิ่มกับการพยายามที่จะถ่ายรูปปลาโลมาแล้ว ไกด์ก็พาเราไปตกปลาปิรันย่ากันแต่ยุงเยอะมากเราจึงได้แค่ปลาตัวเล็กๆเพิียงตัวเดียว เที่ยงนี้เราเลยไม่มีเมนูปลาปิรีนย่าค่ะ

 

37

 

ช่วงบ่ายแก่ๆ เราก็เตรียมตัวที่จะไปล่องเรือดูพระอาทิตย์ตกที่แม่น้ำสายหลักทางเหนือของป่า ซึ่งใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง ระหว่างทางเราเห็นปลาตัวหนึ่งว่ายน้ำแบบแปลกๆ คนขับเรือสามารถจับขึ้นมาได้ด้วยมือเปล่า ไกด์แจ้งว่าปลาตัวนี้เป็นปลาที่อาศัยในแม่น้ำสีขาว(จำกันได้ไหมค่ะ ที่นี่มีแม่น้ำ2 สี) แล้วว่ายหลงเข้ามาในแม่น้ำสีดำ ทำให้ไม่สามารถปรับตัวได้และใกล้จะตายแล้ว มิน่าถึงว่ายน้ำแบบแปลกๆ เราปล่อยปลากลับตามเดิมไม่สามารถช่วยอะไรได้

 

38

 

ล่องเรือต่อไปจนถึงจุดชมพระอาทิตย์ตกแต่อากาศไม่เป็นใจ เห็นเมฆฝนลอยมาแต่ไกล เราจึงหันหัวเรือกลับ แต่ก็ไม่รอดจากฟ้าฝนค่ะ ฝนตกฝ้าคะนองอย่างหนักมาก เสื้อกันฝนก็เอาไม่อยู่ค่ะ เราลุ้นตลอดเวลาว่าเราจะไปต่อไหวไหม เพราะฝนตกจนเรามองอะไรไม่เห็น ตอนนั้นได้แต่นึกในใจว่าเมื่อไหร่จะถึงที่พักซะทีนะ ฝนตกหนักจนเรากลัวว่าเรือจะล่ม ไม่อยากนึกว่าจะเกิดอะไรขึ้นใต้น้ำมั่งแต่คนขับเรือรู้จักแม่น้ำนี้ดีมากๆ พาเรากลับสู่ที่พักอย่างปลอดภัย แต่สภาพพวกเราคือสามารถเทน้ำออกจากรองเท้าได้เลย

 

21 เมษายน

เนื่องจากอ่อนล้าจากฝนเมื่อวาน วันนี้เราเลยเลือกที่จะพายเรือคานูเข้าป่าค่ะ เราพยายามหาพระเอกของวันนี้คือลิงที่ชื่อเดียวกับที่พักของเราคือ Uacari Monkey เนื่องจากผู้ก่อตั้งที่พักนี้มีลักษณะคล้ายลิง Uacari ดูรูปแล้วก็อธิบายได้นะค่ะว่าเหมือนยังไง^^

 

39

 

ส่วนช่วงบ่ายเรา take it easy ค่ะ เพราะดูจากสภาพอากาศแล้วน่าจะมีฝนตกอีก เราจึงไม่ไปออกเรือด้วย เรานอนเปลยวนที่ระเบียงห้องพัก ดูความงามอย่างสบายอารมณ์ค่ะ และแล้วเราก็เห็นอะไรในแม่น้ำ เราเห็นปลาโลมาว่ายน้ำผ่านที่พัก เห็นนกโฉบลงมาจับปลา เห็นลูกจระเข้ลอยตามน้ำมา เห็นนกเหยี่ยว นี่แค่นอนตรงระเบียงยังมีสัตว์ป่ามาให้เราเห็น บ่ายคล้อยๆเหมือนเป็นธรรมเนียม ฝนกระหน่ำลงมาอีกรอบ เรานึกดีใจที่ไม่ออกไปกะเรือในวันนี้ ไม่งั้นคงได้เปียกอีกเป็นแน่

 

40

 

42

41

43

44

 

22 เมษายน วันสุดท้ายของทัวร์ค่ะ

วันนี้เราออกเรือตั้งแต่ตี 5 ค่ะเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกลางแม่น้ำอเมซอน คุ้มค่ากับการตื่นเช้ามากค่ะ เราเห็นแสงอรุณสวยๆพร้อมด้วยปลาโลมา เมื่อกลับจากดูพระอาทิคยืขึ้น เราก็เก็บของเตรียมตัวกลับไปยัง Manaus อีกรอบเพื่อรอเปลี่ยนเครื่องกลับริโอ เดจาเนโรค่ะ ทริปจบแต่ความประทับใจในความงามและสมบูรณ์ของธรรมชาติยังคงอยู่กับเราค่ะ

 

45

 

46

 

47

 

อ้อ นี่คือของที่ระลึกจากป่าอเมซอนค่ะ ยุงกัด ยุ่งที่นี่กัดแบบคันนานและเป็นตุ่มแดงๆ แต่ไม่บวมแบบที่ไทยค่ะ ใครคิดจะมาเที่ยวที่นี่เตรียมยามาลาเลียมาจากไทยนะค่ะ หาที่นี่ไม่ได้ค่ะ

 

รอยจากยุงอเมซอนแดงเป็นอาทิตย์ค่ะ

 

48

 

อันนี้รอยจากยุงไทยบวมแป๊บเดียวก็หาย

 

49

 

23 เมษายน

เรามี 1 วันพักผ่อนก่อนที่จะบินกลับในวันพรุ่งนี้ ไม่ให้เวลาเสียเปล่าๆ เราเลยจะไปเยี่ยมเยียนพิพิธพันธ์ยางพาราของที่นี่ค่ะ เริ่มต้นด้วยการนั่งรถเมล์ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ค่ารถเมล์ที่นี่ราคาที่ 3 R$ ถูกกว่าที่ริโอ เด จาเนโร (3.80 R$) และต่อเรือไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมง ค่าเรือคนละ 12 R$

Seringai Vila Paraiso คือชื่อสถานที่ที่เราไปเยียมชม ที่นี่มีไกด์ที่พูดได้แต่โปรตุเกสเท่านั้นนะค่ะ ไกด์อธิบายได้ดีมากค่ะ (โชคดีมากค่ะมีล่ามส่วนตัวไปด้วยคะ สามีพูดภาษาโปรตุเกสได้ ส่วนตัวเองได้แค่งูๆปลาๆค่ะ) จากที่ไกด์เล่าเมื่อเกือบ 200 ปีที่แล้ว คนที่มาทำงานกรีดยางที่นี่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชลยที่ทางโปรตุเกสพามาจากอัฟริกาและก็คนจากญี่ปุ่นโดนหลอกมาให้ทำงาน(เหมือนไปขุดทองอ่ะค่ะ) ยอมจ่ายค่านายหน้าแพงๆแล้วมาถึงก็ได้เงินไม่คุ้มค่าแรงแล้วไม่มีโอกาสกลับออกไปแน่นอน ถ้าไม่ทำงาน คิดที่จะหลบหนี หรือทำงานได้ไม่ได้ตามเป้าก็จะถูกฆ่า

 

50

51

52

53

 

24 เมษายน

หมดเวลา out-of-Office แล้วค่ะ เราบินกลับ ริโอ เด จาเนโร และ back in to Office โดยสวัสดิภาพและเฝ้ารอเวลา out of office to Galapagos กันในอีก 1 เดือนข้างหน้าค่ะ

 

Written by Ms. Journey

Information:

Rating : 5:5
Address : Amazonas, Brasil

Map :